นี่คือเทศนาครั้งที่สามในชีวิตของพระพุทธเจ้า ครั้งแรก (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) วางเส้นทาง ครั้งที่สอง (อนัตตลักขณสูตร) รื้อตัวตน แล้วบนเนินเขาชื่อคยาสีสะ พระองค์ก็เผชิญหน้ากับผู้ฟังแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน: อดีตชฎิลราวหนึ่งพันรูป — นักพรตเกล้าผมนำโดยสามพี่น้องตระกูลกัสสปะ — ที่ใช้ทั้งชีวิตบำเรอไฟศักดิ์สิทธิ์ คนที่ตื่นก่อนรุ่งสางมาเติมเชื้อเพลิง อ่านลางจากถ่านแดง อัตลักษณ์ทางจิตวิญญาณทั้งหมดผูกอยู่กับการเลี้ยงไฟกองหนึ่งไม่ให้ดับ กับคนพวกนี้ พระองค์เปิดประโยคเดียว: สัพพัง อาทิตตัง — สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ไม่ใช่ไฟบนแท่นบูชาของพวกเธอ — ทุกสิ่ง และเมื่อจบพระธรรมเทศนาครั้งเดียว พระไตรปิฎกบันทึกว่า ทุกรูปหลุดพ้น
สังเกตสิ่งที่พระพุทธเจ้า 'ไม่ทำ' พระองค์ไม่ได้บอกนักบวชบูชาไฟว่าไฟของพวกเขาเป็นของปลอม หรือหลายสิบปีที่บำเพ็ญมาสูญเปล่า แต่ทรงหยิบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลกของพวกเขา แล้วหมุนกลับมาส่องหน้าเจ้าของ: ไฟจริงไม่ใช่กองที่พวกเธอเฝ้าบำเรอ — แต่คือกองที่กำลังบำเรอพวกเธออยู่ ราคะ โทสะ โมหะ: ไฟสามกองที่ไม่ต้องมีแท่นบูชา ไม่ต้องมีเครื่องเซ่น เพราะทวารรับรู้ของเราส่งเชื้อเพลิงให้มันเองทุกวินาทีที่ตื่น คนที่เฝ้ามองเปลวไฟมาทั้งชีวิตจึงเป็นผู้ฟังกลุ่มเดียวบนโลกที่เห็นภาพนี้ได้ทันที นี่คือชั้นเชิงระดับครูของการพูดด้วยภาษาของผู้ฟัง: ไม่ปฏิเสธคำศัพท์ของเขาสักคำ แต่เปลี่ยนความหมายของทุกคำ
โครงสร้างของพระสูตรดูซ้ำซากบนหน้ากระดาษ: ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ — สูตรเดิมวนหกรอบ แต่การซ้ำนั่นแหละคือคำสั่ง สิ่งที่พระพุทธเจ้ากำลังทำคือการไล่ตรวจประสบการณ์ทั้งระบบ แต่ละทวารจากหกทวาร ทรงเช็คครบห้าชั้น: ตัวอวัยวะ (ตา), อารมณ์ของมัน (รูป), วิญญาณที่เกิดตรงนั้น (การเห็น), สัมผัส (การประจวบกันของทั้งสาม), และเวทนาที่สัมผัสนั้นผลิตออกมา — สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ หกทวารคูณห้าชั้น: ตารางนี้ ในจิตวิทยาพุทธยุคต้น คือบัญชีรายการทั้งหมดของทุกสิ่งที่คุณจะได้ประสบตลอดชีวิต ไม่มีอะไรที่คุณเคยรู้สึก กลัว หรืออยาก เกิดขึ้นนอกรายการนี้ พระสูตรก่อนหน้าในหมวดเดียวกัน (สัพพสูตร) นิยาม 'สิ่งทั้งปวง' ว่าคือตารางนี้เป๊ะๆ — แล้วเทศนาบทนี้ก็ประกาศว่าทั้งตารางกำลังลุกไหม้ วิธีสวดให้ได้ของจริงคือใช้แต่ละท่อนเป็นจุดตรวจ: ถึงท่อนตา นึกถึงของจริงหนึ่งอย่างที่วันนี้ตาเห็นแล้วใจติดไฟ — อยากได้ (ราคะ) ผลักไส (โทสะ) หรือถูกลากไปโดยไม่รู้ตัว (โมหะ) ถึงท่อนหู เอาเสียงหนึ่งเสียง ไล่ไปทีละทวาร จนตรวจครบทั้งวัน
กรอบมองที่เราเห็นว่าใช้ได้ (เป็นมุมของเราเอง ไม่ใช่ของอรรถกถา): เศรษฐกิจความสนใจยุคนี้คืออุตสาหกรรมที่ส่งเชื้อเพลิงถึงทวารทั้งหกของคุณตามตารางเวลา แบบตรงตัวอักษร ทุกการแจ้งเตือนคือเชื้อไฟของไฟกองใดกองหนึ่งในสามกอง — ของให้อยาก ของให้เดือด หรือของให้ไถลไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว บัญชี 'จุดที่ไฟเข้า' อายุ 2,500 ปี ไม่เคยทาบลงบนโมเดลธุรกิจใดได้แนบสนิทเท่านี้มาก่อน
มันง่ายมากที่จะจัดเทศนานี้เข้าแฟ้ม 'ศาสนาพุทธบอกว่าชีวิตคือทุกข์' แล้วเดินผ่านไป แต่ อาทิตตะ — ลุกโพลง — เป็นการวินิจฉัยที่เจาะจงกว่าคำว่าทุกข์ ไฟเป็นของแอคทีฟ ไฟกำลังดำเนินอยู่ ไฟเผาผลาญเชื้อของตัวเองแล้วคว้าหาเชื้อถัดไป เวลาพระสูตรบอกว่าตาเป็นของร้อน ไม่ได้แปลว่าการเห็นเป็นเรื่องไม่น่าพอใจ — ของที่ตาเห็นจำนวนมากน่าเพลิดเพลินด้วยซ้ำ และนั่นแหละคือปัญหา มันกำลังบอกว่ากระบวนการนี้ติดไฟได้: ทุกการรับรู้ที่ถูกรับด้วยความอยากหรือความผลักไส จะเลี้ยงปฏิกิริยาที่หล่อเลี้ยงตัวเองและเรียกร้องรอบถัดไปเสมอ อุปมาไฟจับสิ่งที่คำว่า 'ทุกข์' จับไม่ถึง: ความเร่งด่วน และการลามต่อได้ด้วยตัวเอง คุณไม่ได้นั่งอยู่ในห้องที่เศร้า คุณกำลังยืนอยู่ในบ้านที่ไฟไหม้อยู่จริงๆ พลางชื่นชมว่ามันอุ่นดี
หลังจากวน 'เป็นของร้อน' ครบหกรอบ พระสูตรก็หักเลี้ยว — และการเลี้ยวนั้นเป็นลำดับสามขั้นที่แม่นยำจนควรจำขึ้นใจ เพราะมันคือกลไกการหลุดพ้นตัวจริงของพุทธยุคต้น: เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ (เอวัง ปัสสัง) อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมเบื่อหน่าย (นิพพิทา) ในทั้งสามสิบรายการบนตาราง เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด (วิราคะ) เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น (วิมุตติ) สังเกตว่านิพพิทา 'ไม่ใช่' อะไร: ไม่ใช่ความสิ้นหวัง ไม่ใช่ความรังเกียจชีวิต ไม่ใช่ภาวะซึมเศร้า มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณเห็นกลไกของกลมายากลในที่สุด — ความหลงใหลระบายออกไปเอง โดยไม่ต้องฝืน เหมือนคุณเลิกตื่นตากับนักมายากลทันทีที่เห็นเส้นลวดที่ซ่อนอยู่ บทสวดไม่ได้ขอให้คุณสละอะไรเลย มันแค่ชี้ไฟให้ดูจนไฟหมดเสน่ห์ แล้วการปล่อยวางก็เกิดขึ้นเอง นี่คือเหตุผลที่ไวยากรณ์ของลำดับนี้เป็นรูปถูกกระทำ: กำหนัดคลายไป จิตถูกปลดปล่อย ไม่มีใครต้องออกแรงสั่ง
เชิงอรรถตรงไปตรงมาสักหน่อย เทศนานี้ปรากฏในพระไตรปิฎกสองแห่ง: เป็นพระสูตรเดี่ยวในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค (ฉบับสากลส่วนใหญ่ให้เลข SN 35.28 บางฉบับนับเป็น 35.31) และฝังอยู่ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค ในเรื่องราวการบวชของสามพี่น้องกัสสปะ — ไม่ใช่ความขัดแย้ง แค่เหตุการณ์เดียวกันถูกรักษาไว้ในสองหมวด จำนวนผู้ฟังถูกอ้างทั้ง 1,000 และ 1,003 รูป: สามพี่น้องมีบริวาร 500, 300 และ 200 ตามลำดับ (รวมกลมๆ หนึ่งพัน) บวกตัวพี่น้องอีกสาม ส่วนฉากหลังสุดดราม่า — พระพุทธเจ้าทรมานพญานาคในโรงบูชาไฟที่อุรุเวลาเพื่อให้พี่ใหญ่ยอมรับ — มาพร้อมตัวเลขปาฏิหาริย์ที่ต่างกันมากในแต่ละสำนวนและมีกลิ่นอรรถกถาชัด เราจึงเล่าเชิงคุณภาพและไม่อิงตัวเลขใดเลย และในหนังสือสวดมนต์ไทย พระสูตรนี้ไม่ได้อยู่ในชุดเจ็ดตำนานหรือสิบสองตำนาน (ชุดพระปริตรเพื่อคุ้มครอง) แต่อยู่ในหมวดพระสูตรแปล เคียงกับธัมมจักกัปปวัตตนสูตรและอนัตตลักขณสูตร — เป็นชุด 'สามเทศนาแรก' — โดยปกติมีบทขัด (บทนำที่แต่งภายหลังในธรรมเนียมไทย) สวดนำก่อนเข้าตัวพระสูตร ซึ่งเป็นแบบแผนพิธี ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพุทธพจน์
เครื่องวัดหนึ่งว่าเทศนานี้เดินทางไกลแค่ไหน: ที.เอส. เอเลียต ตั้งชื่อบทที่สามของ The Waste Land — กวีนิพนธ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของศตวรรษที่ 20 — ว่า 'The Fire Sermon' เชิงอรรถของเอเลียตเองเขียนว่าเทศนาไฟของพระพุทธเจ้า 'มีความสำคัญเทียบเท่าคำเทศนาบนภูเขา (ของพระเยซู)' และท่อนนั้นปิดด้วยการหลอมความลุกไหม้ของพระพุทธเจ้าเข้ากับ Confessions ของนักบุญออกัสติน: 'To Carthage then I came / Burning burning burning burning' สองสายธารนักพรต หนึ่งจากคยา หนึ่งจากคาร์เธจ ถูกยุบรวมเป็นการวินิจฉัยตัณหาเพียงหนึ่งเดียว บทสวดที่พระไทยสวดกันในค่ำคืนเงียบๆ จึงเป็นโครงรับน้ำหนักของวรรณกรรมโมเดิร์นนิสต์ตะวันตกไปด้วย อย่างเงียบๆ เช่นกัน
ในคลังนี้เราจัดบทสวดตามสิ่งที่มันทำ บางบทขอ บางบทแผ่ บางบทประกาศ บางบทยกกระจกเงา บทนี้รันการไล่ตรวจ: เดินสำรวจอย่างเป็นระบบครบทุกช่องทางที่ความจริงเข้าถึงตัวคุณ เช็คทีละช่องด้วยคำถามวินิจฉัยเดียว — อันนี้กำลังไหม้อยู่หรือเปล่า? มันไม่ขออะไร ไม่สัญญาอะไร ไม่คุ้มครองจากอะไร มันแค่ตรวจ ลึกลงไปหกทวาร แล้ววางใจว่าการตรวจที่ชัดพอจะเปลี่ยนตัวผู้ตรวจเอง ในบรรดาบทสวดทั้งหมดในคลังนี้ บทนี้ถูกสร้างมาเหมือนการอ่านค่าเครื่องมือวัดที่สุด — และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมมันคือบทที่ปลดปล่อยคนนับพันได้ในการนั่งฟังครั้งเดียว
ตัวบทเต็ม — ทีละท่อน ครบทุกทวาร ไม่ย่อ
อาทิตตปริยายสูตรฉบับเต็มตามที่สวดในวัดไทย (บาลีอักษรไทย อักขรวิธีหนังสือสวดมนต์) คำแปลไทยเรียงตามแนวหนังสือสวดมนต์แปล ฉบับพระศาสนโศภน (แจ่ม จตฺตสลฺโล) วัดมกุฏกษัตริยาราม (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2481) สอบทานกับฉบับหนังสือสวดมนต์ของวัดต่างๆ ฉบับสวดสาธยายจะออกเสียงครบทั้งหกทวารเต็มรูป — ไม่มีการย่อ
บทเปิด · ฉากของพระสูตร
เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา คะยายัง วิหะระติ คะยาสีเส สัทธิง ภิกขุสะหัสเสนะ ฯ ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ฯ
ข้าพเจ้า (พระอานนทเถระ) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ — สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ที่คยาสีสะ ใกล้แม่น้ำคยา พร้อมด้วยภิกษุหนึ่งพันรูป ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า
คำประกาศ · สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน
สัพพัง ภิกขะเว อาทิตตัง ฯ กิญจะ ภิกขะเว สัพพัง อาทิตตัง ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ก็อะไรเล่า ชื่อว่าสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน
ทวารที่ 1 · จักขุ (ตา)
จักขุง ภิกขะเว อาทิตตัง รูปา อาทิตตา จักขุวิญญาณัง อาทิตตัง จักขุสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง จักขุสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
จักษุ (ตา) เป็นของร้อน รูปทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยจักษุเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยจักษุเป็นของร้อน ความรู้สึกอารมณ์ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ดี แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน — ร้อนเพราะอะไร? ร้อนเพราะไฟคือราคะ เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่และความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความเสียใจ ความคับแค้นใจ — เราจึงกล่าวว่าเป็นของร้อน
ทวารที่ 2 · โสตะ (หู)
โสตัง อาทิตตัง สัททา อาทิตตา โสตะวิญญาณัง อาทิตตัง โสตะสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง โสตะสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
โสตะ (หู) เป็นของร้อน เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยโสตะเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยโสตะเป็นของร้อน ความรู้สึกอารมณ์ที่เกิดขึ้นเพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ดี แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน — ร้อนเพราะไฟคือราคะ โทสะ โมหะ เพราะความเกิด แก่ ตาย โศก ร่ำไรรำพัน ทุกข์กาย เสียใจ คับแค้นใจ — เราจึงกล่าวว่าเป็นของร้อน
ทวารที่ 3 · ฆานะ (จมูก)
ฆานัง อาทิตตัง คันธา อาทิตตา ฆานะวิญญาณัง อาทิตตัง ฆานะสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง ฆานะสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
ฆานะ (จมูก) เป็นของร้อน กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยฆานะเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยฆานะเป็นของร้อน ความรู้สึกอารมณ์ที่เกิดขึ้นเพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ดี แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน — ร้อนเพราะไฟคือราคะ โทสะ โมหะ เพราะความเกิด แก่ ตาย โศก ร่ำไรรำพัน ทุกข์กาย เสียใจ คับแค้นใจ — เราจึงกล่าวว่าเป็นของร้อน
ทวารที่ 4 · ชิวหา (ลิ้น)
ชิวหา อาทิตตา ระสา อาทิตตา ชิวหาวิญญาณัง อาทิตตัง ชิวหาสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง ชิวหาสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
ชิวหา (ลิ้น) เป็นของร้อน รสทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยชิวหาเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยชิวหาเป็นของร้อน ความรู้สึกอารมณ์ที่เกิดขึ้นเพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ดี แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน — ร้อนเพราะไฟคือราคะ โทสะ โมหะ เพราะความเกิด แก่ ตาย โศก ร่ำไรรำพัน ทุกข์กาย เสียใจ คับแค้นใจ — เราจึงกล่าวว่าเป็นของร้อน
ทวารที่ 5 · กายะ (กาย)
กาโย อาทิตโต โผฏฐัพพา อาทิตตา กายะวิญญาณัง อาทิตตัง กายะสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง กายะสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
กายเป็นของร้อน โผฏฐัพพะ (สิ่งที่ถูกต้องทางกาย) ทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยกายเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยกายเป็นของร้อน ความรู้สึกอารมณ์ที่เกิดขึ้นเพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ดี แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน — ร้อนเพราะไฟคือราคะ โทสะ โมหะ เพราะความเกิด แก่ ตาย โศก ร่ำไรรำพัน ทุกข์กาย เสียใจ คับแค้นใจ — เราจึงกล่าวว่าเป็นของร้อน
ทวารที่ 6 · มโน (ใจ)
มะโน อาทิตโต ธัมมา อาทิตตา มะโนวิญญาณัง อาทิตตัง มะโนสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง มะโนสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
มนะ (ใจ) เป็นของร้อน ธรรมทั้งหลาย (อารมณ์ที่เกิดแก่ใจ) เป็นของร้อน วิญญาณอาศัยมนะเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยมนะเป็นของร้อน ความรู้สึกอารมณ์ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ดี แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน — ร้อนเพราะไฟคือราคะ โทสะ โมหะ เพราะความเกิด แก่ ตาย โศก ร่ำไรรำพัน ทุกข์กาย เสียใจ คับแค้นใจ — เราจึงกล่าวว่าเป็นของร้อน
จุดพลิก · นิพพิทา ไล่ทีละทวาร (จักขุ)
เอวัง ปัสสัง ภิกขะเว สุตะวา อะริยะสาวะโก จักขุสมิงปิ นิพพินทะติ รูเปสุปิ นิพพินทะติ จักขุวิญญาเณปิ นิพพินทะติ จักขุสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิทัง จักขุสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัสมิงปิ นิพพินทะติ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับมาแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในจักษุ ทั้งในรูปทั้งหลาย ทั้งในวิญญาณอาศัยจักษุ ทั้งในสัมผัสอาศัยจักษุ ทั้งในความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย จะเป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ดี — ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในความรู้สึกนั้น
นิพพิทา · โสตะ ฆานะ ชิวหา
โสตัสมิงปิ นิพพินทะติ สัทเทสุปิ นิพพินทะติ โสตะวิญญาเณปิ นิพพินทะติ โสตะสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิทัง โสตะสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัสมิงปิ นิพพินทะติ ฯ ฆานัสมิงปิ นิพพินทะติ คันเธสุปิ นิพพินทะติ ฆานะวิญญาเณปิ นิพพินทะติ ฆานะสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิทัง ฆานะสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัสมิงปิ นิพพินทะติ ฯ ชิวหายะปิ นิพพินทะติ ระเสสุปิ นิพพินทะติ ชิวหาวิญญาเณปิ นิพพินทะติ ชิวหาสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิทัง ชิวหาสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัสมิงปิ นิพพินทะติ ฯ
ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในโสตะ ในเสียงทั้งหลาย ในวิญญาณอาศัยโสตะ ในสัมผัสอาศัยโสตะ และในความรู้สึกที่เกิดเพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย · ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในฆานะ ในกลิ่นทั้งหลาย ในวิญญาณอาศัยฆานะ ในสัมผัสอาศัยฆานะ และในความรู้สึกที่เกิดเพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย · ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในชิวหา ในรสทั้งหลาย ในวิญญาณอาศัยชิวหา ในสัมผัสอาศัยชิวหา และในความรู้สึกที่เกิดเพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย
นิพพิทา · กายะ มโน
กายัสมิงปิ นิพพินทะติ โผฏฐัพเพสุปิ นิพพินทะติ กายะวิญญาเณปิ นิพพินทะติ กายะสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิทัง กายะสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัสมิงปิ นิพพินทะติ ฯ มะนัสมิงปิ นิพพินทะติ ธัมเมสุปิ นิพพินทะติ มะโนวิญญาเณปิ นิพพินทะติ มะโนสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิทัง มะโนสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัสมิงปิ นิพพินทะติ ฯ
ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในกาย ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย ในวิญญาณอาศัยกาย ในสัมผัสอาศัยกาย และในความรู้สึกที่เกิดเพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย · ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในมนะ ในธรรมทั้งหลาย ในวิญญาณอาศัยมนะ ในสัมผัสอาศัยมนะ และในความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย จะเป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ดี — ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในความรู้สึกนั้น
การหลุดพ้น · นิพพิทา → วิราคะ → วิมุตติ
นิพพินทัง วิรัชชะติ ฯ วิราคา วิมุจจะติ ฯ วิมุตตัสมิง วิมุตตะมีติ ญาณัง โหติ ขีณา ชาติ วุสิตัง พรัหมะจะริยัง กะตัง กะระณียัง นาปะรัง อิตถัตตายาติ ปะชานาตีติ ฯ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณรู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
บทปิด · จิตหนึ่งพันดวงหลุดพ้น
อิทะมะโวจะ ภะคะวา ฯ อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุง ฯ อิมัสมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัสมิง ภัญญะมาเน ตัสสะ ภิกขุสะหัสสัสสะ อะนุปาทายะ อาสะเวหิ จิตตานิ วิมุจจิงสูติ ฯ
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสธรรมปริยายอันนี้แล้ว พระภิกษุเหล่านั้นก็มีใจยินดี เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็แลเมื่อไวยากรณ์ (คำเทศนา) นี้อันพระองค์ตรัสอยู่ จิตของพระภิกษุหนึ่งพันรูปนั้น ก็พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทานแล