ทุกครั้งที่หมอดูบอกว่า "เสาร์เข้า ต้องอดทน" หรือ "อังคารแรง ระวังทะเลาะ" มีคนเคยตั้งความหมายนั้นไว้ก่อน บทความนี้ย้อนไปดูว่าใครตั้ง ตั้งจากอะไร และความหมายเดินทางจากบาบิโลนมาถึงตำราไทยได้อย่างไร
คำตอบสั้น: ไม่มีคนแรกคนเดียว ความหมายสะสมมาหลายชั้นตลอดกว่า 2,000 ปี ชั้นแรกคือนักบวชบาบิโลนที่จดลางบนฟ้าคู่กับเหตุการณ์ ชั้นที่สองคือลักษณะของดาวที่ตาเห็น เช่นสีแดงของอังคารหรือความช้าของเสาร์ ชั้นที่สามคือชาวกรีกในอียิปต์ที่จัดทุกอย่างให้เป็นระบบด้วยเรขาคณิต แล้วตำราชุดนั้นจึงถูกแปลต่อไปอินเดียและมาถึงไทย
1. บาบิโลน: จดฟ้าคู่กับเหตุการณ์
ตำราลางบนฟ้าชุดใหญ่ของเมโสโปเตเมียชื่อ Enūma Anu Enlil มี 68–70 แผ่นดินเหนียว บรรจุลางราว 6,500–7,000 ข้อ รูปแบบแรกๆ มีมาตั้งแต่ต้นสหัสวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราช เนื้อหาเป็นประโยคแบบ "ถ้าบนฟ้าเป็นอย่างนี้ บ้านเมืองจะเกิดอย่างนั้น" และเกือบทั้งหมดพูดถึงกษัตริย์กับบ้านเมือง ไม่ใช่ดวงของคนทั่วไป
ต่อมามีบันทึกที่นักวิชาการเรียกว่า Astronomical Diaries ฉบับเก่าสุดคือปี 652/651 ก่อน ค.ศ. ล่าสุดคือ 61/60 ก่อน ค.ศ. จดทุกวันทั้งตำแหน่งดวงจันทร์และดาวเคราะห์ อากาศ ระดับน้ำในแม่น้ำยูเฟรทีส ราคาสินค้า 6 อย่าง เช่นข้าวบาร์เลย์ อินทผลัม ขนแกะ และเหตุการณ์บ้านเมือง ถือเป็นชุดข้อมูลแบบเป็นระบบยุคแรกๆ ของโลก
แต่วิธีคิดยังมีช่องโหว่ใหญ่ คือไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ ถ้าเห็นดาวแบบหนึ่งแล้วมีเรื่องเกิด ก็จดเป็นลาง แต่ไม่มีใครนับว่าดาวแบบเดียวกันขึ้นอีกกี่ครั้งโดยไม่มีอะไรเกิด
2. ความหมายมาจากสิ่งที่ตาเห็น
ชาวบาบิโลนผูกดาวแต่ละดวงกับเทพ และเลือกเทพจากหน้าตาของดาว ความหมายที่ตำราดวงใช้ทุกวันนี้หลายข้อสืบมาจากตรงนี้
| ดาว | ตาเห็นอะไร | เทพของบาบิโลน | ความหมายที่ติดมา |
|---|---|---|---|
| อังคาร | สีแดง | เนอร์กัล เทพแห่งความตาย โรคระบาด และสงคราม | เลือด สงคราม ความขัดแย้ง |
| ศุกร์ | สว่างที่สุดรองจากดวงจันทร์ | อินันนา/อิชทาร์ เทพีแห่งความรักและสงคราม | ความรัก ความงาม |
| พฤหัส | สว่าง เดินสม่ำเสมอ วนครบรอบราว 11.86 ปี | มาร์ดุก ราชาแห่งเทพ | ความเจริญ โชค อำนาจ |
| พุธ | ห่างดวงอาทิตย์ไม่เกินราว 28° โผล่ให้เห็นแวบเดียว | นาบู เทพแห่งการเขียนและอาลักษณ์ (บางตำราผูกกับนินูร์ตา) | การสื่อสาร การเขียน ความฉลาด |
| เสาร์ | ช้าที่สุด ราว 29.5 ปีต่อรอบ ชื่อบาบิโลนแปลว่า "ผู้มั่นคง" | นินูร์ตา หรือดวงอาทิตย์ยามกลางคืน (ชามาช) | ความช้า เวลา ข้อจำกัด |
ต่อมาปโตเลมี (ราว ค.ศ. 150–170) อธิบายความหมายเหล่านี้ด้วยฟิสิกส์ของยุคนั้นในตำรา Tetrabiblos ว่าเสาร์ทำให้เย็นและแห้ง เพราะอยู่ไกลทั้งความร้อนของดวงอาทิตย์และไอชื้นจากพื้นโลก อังคารทำให้แห้งและร้อน เพราะสีเหมือนไฟและอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ ศุกร์ทำให้ชุ่มชื้นเพราะแสงของมันเอง พฤหัสอยู่ระหว่างเสาร์กับอังคารจึงพอดีๆ (เล่ม 1 บท 4) พอแปลเป็นภาษาชีวิต ความเย็นแห้งของเสาร์กลายเป็นความลำบาก ความร้อนของอังคารกลายเป็นความใจร้อน
3. 12 ราศีเป็นของใหม่กว่าที่คิด
จักรราศีที่แบ่งฟ้าเป็น 12 ส่วนเท่ากันส่วนละ 30 องศา เกิดในบาบิโลนช่วงปลายศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช นักวิชาการระบุช่วงราว 409–398 ปีก่อน ค.ศ. ดวงชะตารายคนที่เก่าที่สุดที่พบก็มาจากยุคเดียวกัน คือแผ่นดินเหนียว 2 แผ่นจากปี 410 ก่อน ค.ศ. แผ่นแรกจากเมืองนิปปูร์ ลงวันที่ราว 12–13 มกราคม ส่วนแผ่นที่อ้างกันบ่อยว่า "29 เมษายน 410 ก่อน ค.ศ." มาจากเมืองบาบิโลน ทั้งหมดที่เหลือรอดมามีราว 28 ดวง
4. กรีกในอียิปต์จัดทุกอย่างให้เป็นระบบ
ดวงรายคนแบบที่มีลัคนาและเรือนเกิดขึ้นในอียิปต์สมัยกรีก โดยเฉพาะที่อเล็กซานเดรีย ช่วงศตวรรษที่ 2–1 ก่อน ค.ศ. เป็นการผสมจักรราศีและลางของบาบิโลน กลุ่มดาวเดแคน 36 กลุ่มของอียิปต์ และปรัชญาของกรีก ตำนานยุคนั้นที่ว่าโหราศาสตร์มาจากนักบวชอียิปต์ นักวิชาการปัจจุบันมองว่าแต่งขึ้นเป็นส่วนใหญ่
ส่วนที่คนมักคิดว่าเป็นความลึกลับ หลายอย่างมาจากการจัดวางให้สมมาตร ดาวเจ้าเรือนคือตัวอย่างที่ชัดที่สุด ดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ได้สิงห์กับกรกฎที่อยู่กลางฤดูร้อน แล้วดาวที่เหลือเรียงออกไปทั้งสองข้างตามระยะห่าง จนเสาร์ได้มกรกับกุมภ์ที่อยู่กลางฤดูหนาวฝั่งตรงข้าม คนที่ได้ยินว่า "เสาร์อยู่มกรคือเสาร์แข็ง" กำลังได้ยินผลของผังนี้
มุมดีมุมร้ายก็เช่นกัน ปโตเลมีได้มุมเหล่านี้จากสัดส่วนที่สำคัญในดนตรี และบอกว่าตรีโกณกับเซ็กซ์ไทล์กลมกลืนเพราะเชื่อมราศีเพศเดียวกัน ส่วนมุมฉากกับมุมตรงข้ามเชื่อมราศีต่างเพศ (เล่ม 1 บท 13) ส่วนธาตุของราศี ไฟ ดิน ลม น้ำ ที่วนสลับรอบวง ตำรากรีกยุคแรกไม่ได้ใช้เป็นเหตุผล ปโตเลมีบอกเพียงว่าสามเหลี่ยมด้านเท่ากลมกลืนที่สุด การผูกธาตุกับราศีให้ชัดเป็นชั้นที่มาทีหลัง ราวศตวรรษที่ 6–7
5. ส่งต่อไปอินเดีย แล้วมาถึงไทย
ตำรากรีกถูกดัดแปลงเป็นภาษาสันสกฤตชื่อ Yavanajātaka แปลว่า "ดวงชะตาของชาวกรีก" นักวิชาการรุ่นก่อนระบุว่าแปลราวศตวรรษที่ 2–3 แต่ปี 2013 มีการพบต้นฉบับใหม่ในเนปาลที่ทำให้ปีเหล่านั้นไม่แน่นอนอีกต่อไป อินเดียเอามาผสมกับนักษัตร 27–28 กลุ่มของตัวเอง ซึ่งปรากฏในคัมภีร์พระเวทก่อนที่วิชาดวงแบบกรีกจะมาถึง
ปฏิทินและโหราศาสตร์ไทยใช้ฐานแบบอินเดีย จุลศักราชเริ่มปี ค.ศ. 638 ใช้ในพม่าก่อนแล้วแพร่มาสุโขทัย อยุธยา และล้านนา สยามใช้เป็นทางการจนถึงปี 1889 ส่วนมหาศักราชมาทางเขมร คำว่า "สุริยยาตร์" เป็นชื่อวิธีคำนวณ ไม่ใช่ชื่อตำรา เส้นทางละเอียดว่าวิชาดวงเข้ามาทางไหนและเมื่อไหร่ ยังไม่มีเอกสารยืนยันครบ
จีนเป็นอีกสายหนึ่ง ก้านสาขาปรากฏบนกระดูกเสี่ยงทายสมัยราชวงศ์ซาง แต่ตอนนั้นใช้นับวันเท่านั้น ทฤษฎีห้าธาตุเป็นระบบในยุครณรัฐ โดยให้เครดิตโจวเหยี่ยน ส่วนปาจื้อพัฒนาในสมัยถังถึงซ่ง หลี่ซวีจงใช้เสาปี เดือน วัน และสวีจื่อผิงเพิ่มเสายาม แล้วยึดก้านวันเป็นตัวหลัก
บน Mythsensus เรานับทุกศาสตร์ที่มีชื่อของตัวเองเป็นหนึ่งเสียงเท่ากัน ผังนี้มีไว้ให้เห็นว่าศาสตร์ไหนเป็นญาติกัน เวลาอ่านผลว่าศาสตร์ไหนเห็นตรงกัน
6. เราลองทดสอบเอง: ดวงบอกอาชีพได้ไหม
ถ้าความหมายมาจากลางบนฟ้า สีของดาว และเรขาคณิต คำถามต่อมาคือมันตรงกับคนจริงไหม เราจึงลองทดสอบแบบปิดตา 2 รอบ
รอบแรก: เอาดวงของคนที่เรารู้อาชีพแน่นอน ไปปนกับดวงสุ่มของคนรุ่นเดียวกันอีก 4 ดวง แล้วให้ AI ที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเจ้าของดวงเลือกว่าดวงไหนตรงกับอาชีพนั้น ทำ 5 รอบ ถ้าเดาสุ่มจะถูกราว 1 รอบ ผลคือไม่ถูกเลยสักรอบ แต่ทุกรอบ AI ให้เหตุผลที่ฟังขึ้นมาก
รอบที่สอง: คุณอาจแย้งว่าดวงสุ่มอาจเป็นของคนที่ทำอาชีพนั้นจริงก็ได้ เราจึงใช้คนที่รู้ทั้งอาชีพและเวลาเกิดแน่นอน จากชุดข้อมูลที่นักสถิติชาวฝรั่งเศส Michel Gauquelin รวบรวมจากทะเบียนเกิด สุ่มมา 40 คน จาก 10 อาชีพ อาชีพละ 4 คน ได้แก่ นักกีฬา แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ ทหาร จิตรกร นักดนตรี นักแสดง นักการเมือง นักเขียน และนักข่าว ให้ AI เห็นแค่ดวง แล้วเลือก 3 อาชีพที่น่าเป็นที่สุด กับ 3 อาชีพที่ไม่น่าเป็นที่สุด
| วัดอะไร | ได้ | ถ้าเดาสุ่ม |
|---|---|---|
| อาชีพจริงอยู่ใน 3 อันดับที่น่าเป็น | 11 / 40 | 12 |
| อาชีพจริงโดนตัดทิ้งว่าไม่น่าเป็น | 10 / 40 | 12 |
| อันดับ 1 ถูกเป๊ะ | 3 / 40 | 4 |
ผลไม่ต่างจากการสุ่มทั้งการชี้ว่าเป็นอะไร และการตัดว่าไม่ได้เป็นอะไร ที่น่าสนใจกว่าคือรูปแบบของความผิด ทหารทั้ง 4 คนโดนตัดทิ้งว่า "ไม่น่าเป็นทหาร" ครบทุกคน และ AI เดาว่าเป็นนักเขียน 23 ครั้ง นักกีฬาแค่ 2 ครั้ง ทั้งที่มีจริงกลุ่มละ 4 คนเท่ากัน แปลว่าคำตอบเอียงไปตามภาพจำบางอย่างของอาชีพ ไม่ได้มาจากตัวคนจริง
ผลของเราสอดคล้องกับงานที่ใหญ่กว่า Shawn Carlson ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ปี 1985 ให้นักโหราศาสตร์ 28 คน ซึ่งเห็นชอบวิธีทดสอบล่วงหน้า จับคู่ดวงกับแบบทดสอบบุคลิกของเจ้าของดวง ผลออกมาราวหนึ่งในสามเท่ากับการสุ่ม ทั้งที่นักโหราศาสตร์คาดไว้ว่าจะถูกอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ส่วนข้อมูลของ Gauquelin เองเคยเป็นหลักฐานฝั่งสนับสนุนโหราศาสตร์ เขารายงานในปี 1955 ว่านักกีฬาระดับแชมป์เกิดตอนดาวอังคารเพิ่งขึ้นหรืออยู่กลางฟ้าบ่อยกว่าปกติ เรียกกันว่า "Mars effect" การทดสอบซ้ำหลายครั้งหลังจากนั้นให้ผลขัดกัน งานของฝรั่งเศสปี 1996 กับแชมป์ 1,066 คนไม่พบผลนี้ วงการวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ แต่ยังมีนักวิจัยส่วนน้อยที่เถียงอยู่ และข้อสำคัญคือผลนี้มาจากตำแหน่งดาวบนท้องฟ้า ไม่ได้มาจากการอ่านความหมายราศีหรือเรือน
7. แล้วดูดวงไปทำไม
ถ้าความหมายของดาวมาจากสีแดงของอังคารกับความช้าของเสาร์ ดวงก็คงไม่ได้รู้อาชีพหรืออนาคตของเรา แต่มันยังเป็นกระจกที่ดี คำถามอย่าง "ช่วงนี้เรื่องไหนที่แบกอยู่คนเดียว" มีประโยชน์ ไม่ว่าเสาร์จะอยู่ตรงไหน วิธีที่เราแนะนำคือคิดแบบซื้อหวยใบละไม่กี่บาท อ่านได้ สนุกได้ ใช้ชวนคิดได้ แต่อย่าลงเงินก้อนใหญ่ตามดวง
นี่คือเหตุผลที่ Mythsensus ไม่ฟันธงจากศาสตร์เดียว เราอ่านวันเกิดเดียวกันด้วย 26 ศาสตร์ บอกว่าศาสตร์ไหนเห็นตรงกัน และบอกตรงๆ เมื่อเสียงแตก ลองดูดวงจรของคุณได้ที่แท็บ ฟ้าวันนี้
คำถามที่พบบ่อย
ความหมายของดาวในโหราศาสตร์มาจากไหน
ส่วนใหญ่มาจากสิ่งที่ตาเห็นบนฟ้า อังคารสีแดงจึงผูกกับเลือดและสงคราม เสาร์เดินช้าที่สุดราว 29.5 ปีต่อรอบจึงผูกกับความช้าและข้อจำกัด แล้วชาวกรีกในอียิปต์กับปโตเลมีจัดเป็นระบบด้วยเรขาคณิตและฟิสิกส์ร้อน-เย็นของยุคนั้น
12 ราศีเกิดขึ้นเมื่อไหร่
จักรราศี 12 ราศี ราศีละ 30 องศาเท่ากัน เป็นของที่ชาวบาบิโลนคิดขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช นักวิชาการระบุช่วงราว 409–398 ปีก่อน ค.ศ. ดวงชะตารายคนที่เก่าที่สุดที่พบมี 2 ดวงจากปี 410 ก่อน ค.ศ.
โหราศาสตร์ไทยมาจากไหน
โหราศาสตร์และปฏิทินไทยใช้ฐานแบบอินเดีย ซึ่งรับวิธีดูดวงรายคนมาจากตำรากรีกอีกทอด จุลศักราชเริ่มปี ค.ศ. 638 ใช้กันในพม่าก่อนแล้วแพร่มาสุโขทัย อยุธยา และล้านนา ส่วนมหาศักราชมาทางเขมร เส้นทางละเอียดยังไม่มีเอกสารครบ
ดวงบอกอาชีพได้ไหม
เราลองทดสอบปิดตากับคน 40 คนที่รู้อาชีพและเวลาเกิดจากทะเบียนเกิด ให้ AI อ่านดวงแล้วเลือกอาชีพจาก 10 กลุ่ม ผลออกมาไม่ต่างจากการสุ่ม งานของ Shawn Carlson ในวารสาร Nature ปี 1985 ก็พบว่านักโหราศาสตร์จับคู่ดวงกับบุคลิกได้ไม่ต่างจากการสุ่ม
แหล่งอ้างอิง
- Enūma Anu Enlil — Wikipedia · Kasak & Veede, Understanding Planets in Ancient Mesopotamia (Folklore 16, 2001)
- Astronomical Diaries — Livius.org · Sachs & Hunger, Astronomical Diaries and Related Texts from Babylonia
- F. Rochberg, Babylonian Horoscopes (1998) · Louvre AO 17649, collections.louvre.fr
- J. Steele, on the Babylonian zodiac · J. Britton, Archive for History of Exact Sciences 64 (2010) 617–663
- ORACC, Ancient Mesopotamian Gods and Goddesses — Nergal, Nabû, Marduk, Inana/Ištar
- NASA, Planetary Fact Sheet
- Ptolemy, Tetrabiblos I.4, I.13, I.17, I.18 — LacusCurtius
- Internet Encyclopedia of Philosophy, Hellenistic Astrology · A. Jones & J. Steele, ISAW Papers 1 · Skyscript: triplicities
- B. M. Mak, The Date and Nature of Sphujidhvaja's Yavanajātaka Reconsidered, History of Science in South Asia 1 (2013) · D. Pingree, The Yavanajātaka of Sphujidhvaja (1978)
- Nakshatra · Vedānga Jyotiṣa
- J. C. Eade, Rules for Interpolation in the Thai Calendar, Journal of the Siam Society 88 (2000) · Chula Sakarat
- Four Pillars of Destiny · Britannica, Zou Yan · Sexagenary cycle
- S. Carlson, "A double-blind test of astrology", Nature 318 (1985) 419–425
- Mars effect · C.U.R.A., Archives Gauquelin